HAPPY HOME CLINIC

ศูนย์วิชาการ แฮปปี้โฮม

รวบรวมและเผยแพร่ ข้อมูลความรู้ทางวิชาการ ที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาเด็กและวัยรุ่น
รวมถึงการรับจัดฝึกอบรม สัมมนา กิจกรรมวิชาการ นิทรรศการเผยแพร่ความรู้
เพื่อเป็นการเรียนรู้ร่วมกันระหว่าง ผู้ปกครอง นักวิชาการ และประชาชนทั่วไปที่สนใจ

H   A   P   P   Y       H   O   M   E       A   C   A   D   E   M   Y

 

อาชาบำบัด

 

นพ.ทวีศักดิ์ สิริรัตน์เรขา จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น

 

บทนำ

“อาชาบำบัด” เป็นหนึ่งในแนวทางที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในงานฟื้นฟูสมรรถภาพ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีความผิดปกติของระบบประสาท การเคลื่อนไหว และพัฒนาการ อาชาบำบัดไม่ได้หมายถึงการเรียนขี่ม้าเพื่อการพักผ่อนหรือกีฬา แต่เป็นการนำคุณลักษณะการเคลื่อนไหวของม้า มาใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายทางคลินิกที่กำหนดไว้เป็นรายบุคคล

หลักฐานทางวิชาการพบว่าอาชาบำบัดอาจช่วยส่งเสริมสมรรถภาพการเคลื่อนไหว โดยเฉพาะในเด็กสมองพิการ รวมถึงอาจมีประโยชน์ต่อผู้ที่มีภาวะออทิสติก โรคหลอดเลือดสมอง โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง และผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยจำนวนหนึ่งยังมีขนาดตัวอย่างน้อย รูปแบบการบำบัดแตกต่างกัน และมีข้อจำกัดด้านการควบคุมตัวแปร

อาชาบำบัดจึงควรใช้เป็นส่วนเสริมของแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพมาตรฐาน โดยต้องผ่านการประเมินความเหมาะสมรายบุคคล ดำเนินการโดยบุคลากรที่มีความรู้ และให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของทั้งผู้รับบริการและม้า

 

ความหมายของอาชาบำบัด

“อาชาบำบัด” หรือ การนำม้ามาช่วยในการบำบัด เรียกว่า “Hippotherapy” ซึ่งคำว่า Hippo มาจากภาษากรีก แปลว่า “ม้า” ส่วนคำว่า therapy แปลว่า “การบำบัด” เป็นการบำบัดเสริมและทางเลือกรูปแบบหนึ่ง ที่มีเป้าหมายและกระบวนการในการบำบัดชัดเจน เป็นการบูรณาการการบำบัดโดยสหวิชาชีพที่เกี่ยวข้องในการดูแล

อาชาบำบัดไม่เน้นทักษะการขี่ม้า แต่จะเน้นการเสริมสร้างทักษะที่บกพร่องหรือขาดหายไป แก้ไขปัญหาหรืออาการบางอย่างที่ขัดขวางพัฒนาการและการเรียนรู้ เช่น ปัญหาด้านสมาธิ การเคลื่อนไหว การเดินไม่มั่นคง การทรงตัว การทรงท่า และการเข้าสังคม เป็นต้น

American Hippotherapy Association อธิบายว่า “อาชาบำบัด” คือ การที่นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด และนักแก้ไขการพูดที่มีใบอนุญาต ใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ เหตุผลทางคลินิก และการปรับการเคลื่อนไหวของม้าอย่างมีเป้าหมาย เพื่อกระตุ้นระบบประสาทสัมผัส ระบบประสาทและกล้ามเนื้อ และระบบการรู้คิด ให้เกิดผลลัพธ์ด้านการทำหน้าที่

อาชาบำบัด มี 2 ลักษณะ คือ Equine-assisted therapy และ Hippotherapy ซึ่งมีความแตกต่างกัน ดังนี้

Equine-assisted therapy หมายถึง การขี่ม้าเพื่อทำภารกิจตามเป้าหมายที่กำหนด โดยมีกิจกรรมเกม หรือของเล่นประกอบ เน้นการพัฒนาด้านสมาธิ และการเข้าสังคม

Hippotherapy หมายถึง การทำกายภาพบำบัด หรือท่าทางต่าง ๆ บนหลังม้า เน้นการพัฒนาด้านโครงสร้างร่างกาย

อาชาบำบัด เริ่มมีการนำมาใช้ตั้งแต่ยุคกรีกโบราณ โดยการขี่อยู่บนหลังม้าเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจ ความภาคภูมิใจ และลดความกลัว และเริ่มแพร่หลายในยุโรป และอเมริกาเหนือตั้งแต่ปี พ.ศ. 2503 โดยเน้นในเชิงของกายภาพบำบัดเป็นส่วนใหญ่

อาชาบำบัด

ม้าโพนี่

ม้าที่นำมาใช้ในการบำบัดมักเป็นม้าโพนี่ (pony) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ตัวไม่ใหญ่มากนัก ความสูงไม่เกิน 14 แฮนด์ (1 แฮนด์ สูงประมาณ 10 เซนติเมตร) เหมาะสำหรับเด็กเป็นอย่างยิ่ง และจำเป็นต้องมีการฝึกฝนม้าเป็นอย่างดีจากผู้เชี่ยวชาญด้วย

 

อาชาบำบัดในประเทศไทย

ในประเทศไทย มีการนำม้ามาช่วยในการบำบัดกลุ่มเด็กพิเศษ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 โดยกองกำกับการตำรวจม้า ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก ที่เคยดำเนินการสอนคุณพุ่ม เจนเซ่น ขี่ม้าและบำบัด ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง หลังจากนั้น อาชาบำบัดได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายจนถึงปัจจุบัน แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้จัดเป็นโปรแกรมบำบัดชัดเจน เป็นเพียงการขี่ม้าเท่านั้น ซึ่งยังไม่ใช่การทำอาชาบำบัด

อาชาบำบัดในประเทศไทย เป็นลักษณะรูปแบบผสมผสาน บูรณาการหลายเรื่องเข้าด้วยกัน และไม่ได้ดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เช่น นักกายภาพบำบัด หรือนักกิจกรรมบำบัด ตั้งแต่แรกเริ่ม จึงไม่ได้แยกความแตกต่างของอาชาบำบัดทั้ง 2 ลักษณะ คือ Equine-assisted therapy และ Hippotherapy ออกจากกัน เรียกรวมว่า “อาชาบำบัด” หรือ “Hippotherapy” ตามที่มีการเรียกมาตั้งแต่แรก

มีงานวิจัยที่สนับสนุนให้เห็นถึงผลดีของอาชาบำบัดมากพอสมควร โดยมักได้ผลดีกับเด็กพิเศษกลุ่มที่มีความผิดปกติด้านระบบการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อและข้อต่อ เช่น โรคสมองพิการหรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า ซีพี (C.P. ย่อมาจาก cerebral palsy) นอกจากนี้ยังมีการนำมาใช้ในการบำบัดกลุ่มเด็กออทิสติก ที่มีปัญหาทางด้านการควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจเช่นกัน

 

กลไกการทำงาน

การอยู่บนหลังม้าได้ดี จะต้องมีการทรงตัวที่ดี มีสัมผัสที่แนบแน่นกับตัวม้า คือ ขาต้องหนีบไว้ข้างลำตัวม้าตลอด และมีสมาธิจดจ่ออยู่กับการขี่ม้า ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นทักษะที่ได้เพิ่มขึ้นจากการขี่ม้าโดยอัตโนมัติ

การเคลื่อนไหวอย่างเป็นจังหวะ และมีลักษณะสามมิติของม้า สามารถส่งผ่านแรงกระตุ้นไปยังลำตัวและกระดูกเชิงกรานของผู้รับบริการ ทำให้เกิดการปรับตัวของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ การทรงตัว การควบคุมท่าทาง การประสานสัมพันธ์ของร่างกาย และการรับรู้ทางประสาทสัมผัส

จังหวะการก้าวย่างของม้าใกล้เคียงกับจังหวะการก้าวเดินของมนุษย์ เมื่อเด็กได้มีโอกาสนั่งบนหลังม้า ก็เปรียบเสมือนกับการได้ฝึกเดินด้วยตัวเอง นอกจากนี้การนั่งบนหลังม้า ยังเป็นการกระตุ้นกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ให้เคลื่อนไหวเป็นจังหวะ เพราะต้องขยับอิริยาบถตลอดเวลา ซึ่งสามารถช่วยลดอาการเกร็งได้เป็นอย่างดี เสมือนการทำกายภาพบำบัดรูปแบบหนึ่ง

นอกจากนี้เด็กยังได้ฝึกฝนการปรับตัวของสภาพร่างกายให้เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ได้รับจากการประคองตัวให้สามารถนั่งอยู่บนหลังม้าได้นั่นเอง โดยร่างกายจะมีการปรับตัวเองเป็นเสมือนกลไกอัตโนมัติ หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นสัญชาตญาณความอยู่รอดของมนุษย์ที่พยายามจะรักษาสมดุล ของร่างกายไม่ให้ตกลงมาจากหลังม้านั่นเอง กระบวนการนี้ช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว กล้ามเนื้อหลัง กล้ามเนื้อสะโพก และกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการทรงตัว นอกจากนี้ ความอบอุ่นของร่างกายม้า จังหวะการเคลื่อนไหวที่สม่ำเสมอ เสียง กลิ่น การสัมผัส และสภาพแวดล้อมรอบตัวม้า ยังเป็นสิ่งเร้าทางประสาทสัมผัสที่หลากหลาย

นักบำบัดสามารถเปลี่ยนลักษณะของแรงกระตุ้นได้ด้วยการเลือกม้าที่มีขนาดและรูปแบบการเคลื่อนไหวเหมาะสม การเปลี่ยนความเร็วหรือทิศทาง การให้ม้าเดินเป็นเส้นตรงหรือวงกลม การปรับตำแหน่งการนั่ง ตลอดจนการจัดกิจกรรมที่ต้องเอื้อม หยิบจับ หมุนตัว พูด หรือปฏิบัติตามคำสั่ง การบำบัดจึงไม่ได้เกิดจากการนั่งบนม้าเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการออกแบบกิจกรรมอย่างเป็นระบบตามเป้าหมายของผู้รับบริการแต่ละราย

 

กลุ่มเป้าหมาย

อาชาบำบัดถูกนำไปใช้กับบุคคลหลายกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่มีความผิดปกติของระบบประสาทและการเคลื่อนไหว ได้แก่
   • เด็กที่มีภาวะสมองพิการ
   • เด็กที่มีความล่าช้าทางพัฒนาการ
   • เด็กบกพร่องทางสติปัญญา
   • ออทิสติก
   • สมาธิสั้น
   • ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง
   • ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทางสมองหรือไขสันหลัง
   • ผู้ป่วยโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง
   • ผู้ที่มีความผิดปกติด้านการทรงตัวและการเดิน
   • ผู้สูงอายุที่มีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหว

อย่างไรก็ตาม การมีภาวะดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าบุคคลทุกคนจะเหมาะสมกับอาชาบำบัด การตัดสินใจต้องพิจารณาระดับความสามารถทางร่างกาย การควบคุมศีรษะและลำตัว สุขภาพของกระดูกและข้อ ภาวะทางระบบประสาท พฤติกรรม ความสามารถในการปฏิบัติตามคำสั่ง และความเสี่ยงด้านความปลอดภัยร่วมกัน

 

กระบวนการจัดบริการ

กระบวนการอาชาบำบัดควรเริ่มจากการประเมินผู้รับบริการอย่างครอบคลุม และกำหนดเป้าหมายที่สามารถวัดผลได้ เช่น
   • สามารถนั่งทรงตัวโดยใช้มือพยุงน้อยลง
   • สามารถควบคุมศีรษะและลำตัวได้นานขึ้น
   • สามารถเอื้อมหยิบสิ่งของข้ามแนวกึ่งกลางลำตัว
   • สามารถเดินได้มั่นคงหรือสมมาตรมากขึ้น
   • สามารถปฏิบัติตามคำสั่งสองขั้นตอน
   • สามารถสื่อสารความต้องการหรือมีปฏิสัมพันธ์มากขึ้น

ทีมให้บริการมักประกอบด้วยนักบำบัด ผู้ควบคุมม้า และผู้ช่วยด้านข้างหนึ่งหรือสองคน ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้รับบริการ ในระหว่างกิจกรรม นักบำบัดจะติดตามการตอบสนองของกล้ามเนื้อ การหายใจ ความเหนื่อยล้า ความสามารถในการทรงตัว พฤติกรรม และสัญญาณของความกลัวหรือไม่สบาย พร้อมปรับกิจกรรมให้เหมาะสม

ผลลัพธ์ควรประเมินด้วยเครื่องมือมาตรฐาน เช่น แบบประเมินการทำงานของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ แบบประเมินการทรงตัว การวิเคราะห์การเดิน แบบประเมินการทำกิจวัตรประจำวัน หรือเครื่องมือประเมินการสื่อสาร ตามเป้าหมายที่กำหนด

 

อาชาบำบัดในเด็กสมองพิการ

อาชาบำบัดในเด็กสมองพิการ (cerebral palsy) หรือที่มักเรียกว่า “ซีพี” พบว่า เมื่อเด็กขึ้นขี่บนหลังม้าก็สามารถช่วยบำบัดได้แล้ว เนื่องจากลักษณะการเดินของม้าคล้ายกับลักษณะการเดินของคน สะโพกของเด็กที่นั่งอยู่บนหลังม้าจะเคลื่อนที่คล้ายกับที่เด็กเดินบนพื้นด้วยตนเอง มีผลช่วยกระตุ้นกระแสประสาทรับรู้ไปที่สมองให้มีการจดจำรูปแบบการเดิน ช่วยให้การเดินพัฒนาขึ้น และระหว่างที่ม้าเดิน เด็กจะพยายามรักษาสมดุลไม่ให้ตกม้าโดยใช้กล้ามเนื้อมากขึ้น เป็นการออกกำลังกาย ลดอาการเกร็ง และเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ

ควรบูรณาการกิจกรรมร่วมกับแผนการบำบัดรักษาของแพทย์ และนักกายภาพบำบัด ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

 

อาชาบำบัดในเด็กบกพร่องทางสติปัญญา

อาชาบำบัดในเด็กบกพร่องทางสติปัญญา (Intellectual Disability) พบว่า ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการในทุกด้านได้ ควรเน้นกิจกรรมพัฒนาด้านสติปัญญา ด้านภาษา และด้านสังคม ส่วนด้านกล้ามเนื้อได้ประโยชน์จากการอยู่บนหลังม้าอยู่แล้วช่วยลดการเกร็ง และเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ทรงตัวและทรงท่าได้ดีขึ้น

ควรบูรณาการกิจกรรมร่วมกับแผนการบำบัดรักษาของแพทย์ นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมำบัด และนักเวชศาสตร์การสื่อความหมาย ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

 

อาชาบำบัดในเด็กออทิสติก

อาชาบำบัดในเด็กออทิสติก (Autism Spectrum Disorder) พบว่า ในการขี่ม้าครั้งแรก ส่วนใหญ่เด็กจะร้องไห้ กลัว หรือพยายามจะลงจากหลังม้า เนื่องจากเด็กไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ทั้ง คน ม้า สถานที่ และสิ่งแวดล้อม แต่หลังจากเด็กเริ่มคุ้นเคย จะให้ความร่วมมือมากขึ้น

ดังนั้นการเตรียมความพร้อมเด็กก่อนขึ้นขี่บนหลังม้า จึงเป็นเรื่องสำคัญ กิจกรรมที่ใช้จะเลือกให้เหมาะสมตามอาการเป้าหมายที่จะบำบัด หรือทักษะที่ต้องการเสริมสร้าง ใช้ของเล่นหรือเกมกิจกรรม เพื่อดึงความสนใจ

ควรบูรณาการกิจกรรมร่วมกับแผนการบำบัดรักษาของแพทย์ นักจิตวิทยา นักกิจกรรมบำบัด และนักเวชศาสตร์การสื่อความหมาย ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

 

อาชาบำบัดในเด็กสมาธิสั้น

อาชาบำบัดในเด็กสมาธิสั้น (Attention Deficit/ Hyperactivity Disorder) พบว่า เด็กจะกลัวตกม้า และพยายามรักษาสมดุลบนหลังม้าไว้ ซึ่งช่วยเสริมสร้างสมาธิและความสนใจของเด็กให้ดีขึ้น

การเลือกกิจกรรมบนหลังม้าควรเน้นการเสริมสร้างสมาธิเป็นหลัก ในเด็กที่มียารับประทานเพื่อรักษาอาการอยู่แล้ว ไม่ควรงดยาระหว่างการบำบัด เพราะจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุจนเป็นอันตรายต่อเด็กได้

ควรบูรณาการกิจกรรมร่วมกับแผนการบำบัดรักษาของแพทย์ นักจิตวิทยา และนักกิจกรรมบำบัด ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

อาชาบำบัด

 

ข้อควรระวัง

แม้อาชาบำบัดจะมีประโยชน์ แต่กิจกรรมเกี่ยวข้องกับสัตว์ขนาดใหญ่และสภาพแวดล้อมที่มีการเคลื่อนไหว จึงต้องมีระบบจัดการความเสี่ยงอย่างรัดกุม ผู้รับบริการควรสวมหมวกนิรภัยที่ได้มาตรฐาน และมีผู้ควบคุมม้าที่มีประสบการณ์ ม้าที่ใช้ต้องได้รับการฝึกให้มีอารมณ์มั่นคง มีสุขภาพดี และเหมาะสมกับขนาดและความสามารถของผู้รับบริการ

ภาวะที่อาจต้องหลีกเลี่ยงหรือประเมินอย่างละเอียด ได้แก่
   • ความไม่มั่นคงของกระดูกสันหลังหรือข้อสะโพก กระดูกเปราะรุนแรง
   • อาการชักที่ควบคุมไม่ได้
   • แผลกดทับ
   • ภาวะหัวใจหรือระบบหายใจที่ไม่คงที่
   • การแพ้ขนสัตว์หรือฝุ่นอย่างรุนแรง
   • ความกลัวม้ามาก
   • พฤติกรรมที่อาจเป็นอันตรายต่อตนเอง บุคลากร หรือสัตว์

การจัดบริการควรมีแผนฉุกเฉิน การบันทึกเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ การดูแลสุขอนามัย การควบคุมโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน และการคุ้มครองสวัสดิภาพของม้า ม้าไม่ควรถูกใช้งานต่อเนื่องจนเหนื่อยล้า เครียด เจ็บปวด หรือแสดงพฤติกรรมต่อต้าน

 

บทสรุป

อาชาบำบัดเป็นการนำการเคลื่อนไหวของม้ามาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือในกระบวนการกายภาพบำบัด กิจกรรมบำบัด หรือการบำบัดด้านการพูดและภาษา การเคลื่อนไหวแบบสามมิติและเป็นจังหวะของม้าอาจช่วยกระตุ้นการควบคุมท่าทาง การทรงตัว การประสานงานของกล้ามเนื้อ การรับรู้ทางประสาทสัมผัส และการมีส่วนร่วมในกิจกรรม

หลักฐานสนับสนุนในปัจจุบันมีความเด่นชัดที่สุดในด้านการทำงานของกล้ามเนื้อมัดใหญ่และการทรงตัวของเด็กสมองพิการ ขณะที่ผลต่อผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภาวะออทิสติกมีแนวโน้มที่น่าสนใจ แต่ยังต้องการการวิจัยคุณภาพสูงเพิ่มเติม

อาชาบำบัดจึงควรได้รับการพิจารณาเป็นส่วนเสริมของแผนฟื้นฟูสมรรถภาพที่ครอบคลุม ไม่ควรนำมาใช้ทดแทนการรักษามาตรฐาน และไม่ควรกล่าวอ้างว่าสามารถรักษาโรคหรือความพิการให้หายขาด การดำเนินงานที่เหมาะสมต้องยึดหลักฐานทางวิชาการ เป้าหมายเฉพาะบุคคล ความปลอดภัย จริยธรรมวิชาชีพ และสวัสดิภาพของสัตว์เป็นสำคัญ

 

เอกสารอ้างอิง

ทวีศักดิ์ สิริรัตน์เรขา. (2550). การบำบัดทางเลือก ในเด็กพิเศษ. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, 2550.

ทวีศักดิ์ สิริรัตน์เรขา. (2555). คู่มือออทิสติก สำหรับผู้ปกครอง. (พิมพ์ครั้งที่ 5). กรุงเทพฯ: สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ.

ปัทมา ฤทธิ์ฤๅชัย, ณัฐวุฒิ นุชประยูร และวสุนันท์ ชุ่มเชื้อ (2564). อาชาบำบัด : การบูรณาการข้ามศาสตร์เพื่อเด็กพิเศษ. http://nicfd.rf.gd/article.html?i=1

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช. อาชาบำบัด เพื่อเด็กออติสติก. (2007). หนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์. http://www.thaiday.com

Champagne, D., Corriveau, H., & Dugas, C. (2017). Effect of hippotherapy on motor proficiency and function in children with cerebral palsy who walk. Physical & Occupational Therapy in Pediatrics, 37(1): 51–63.

Guindos-Sánchez, L., Lucena-Antón, D., Moral-Munoz, J. A., Salazar, A., & Carmona-Barrientos, I. (2020). The effectiveness of hippotherapy to recover gross motor function in children with cerebral palsy: A systematic review and meta-analysis. Children, 7(9): Article 106.

Lee, C. W., Kim, S. G., & Yong, M. S. (2014). Effects of hippotherapy on recovery of gait and balance ability in patients with stroke. Journal of Physical Therapy Science, 26(2): 309–311.

Madigand, J., Rio, M., & Vandevelde, A. (2023). Equine assisted services impact on social skills in autism spectrum disorder: A meta-analysis. Progress in Neuro-Psychopharmacology & Biological Psychiatry, 125: Article 110765.

Na, S. S., Kim, S. G., Moon, S. J., & Lee, B. H. (2014). The effects of hippotherapy and a horse riding simulator on the balance of children with cerebral palsy. Journal of Physical Therapy Science, 26(3): 423–425.

O’Haire, M. E., McKenzie, S. J., McCune, S., & Slaughter, V. (2018). Effects of classroom animal-assisted activities on social functioning in children with autism spectrum disorder. The Journal of Alternative and Complementary Medicine, 24(9–10): 956–964.

O’Haire, M. E., McKenzie, S. J., Beck, A. M., & Slaughter, V. (2017). Autism and equine-assisted interventions: A systematic mapping review. Journal of Autism and Developmental Disorders, 47(10): 3220–3242.

World Health Organization. (2023). Rehabilitation. World Health Organization.

 

บทความต้นฉบับ :
ทวีศักดิ์ สิริรัตน์เรขา. (2550). การบำบัดทางเลือก ในเด็กพิเศษ. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
ทวีศักดิ์ สิริรัตน์เรขา. (2564). การบำบัดทางเลือก ในเด็กพิเศษ. (พิมพ์ครั้งที่ 2). สมุทรปราการ: ทีเอส อินเตอร์พริ้นท์.

ทวีศักดิ์ สิริรัตน์เรขา. (2569). อาชาบำบัด. https://www.happyhomeclinic.com/alt13-hippotherapy.htm

 

ดาวน์โหลดบทความ »

 

บทความเพิ่มเติมเรื่องการบำบัดด้วยสัตว์

การบำบัดด้วยสัตว์

 

อาชาบำบัด

 

โลมาบำบัด

 

กระบือบำบัด

 

สุนัขบำบัด

 

แมวบำบัด

 

วิหคบำบัด

 

มัจฉาบำบัด

 

นพ.ทวีศักดิ์ สิริรัตน์เรขา

นพ.ทวีศักดิ์ สิริรัตน์เรขา

จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น
การศึกษา

· แพทยศาสตร์บัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
· วุฒิบัตรแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม สาขาจิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่น (จุฬาฯ)

ข้อมูลเพิ่มเติม »

 

ศูนย์วิชาการ การบำบัดทางเลือก

ศูนย์วิชาการ การบำบัดทางเลือก

ALTERNATIVE ACADEMY

ข้อมูลเพิ่มเติม »

ศูนย์วิชาการ เด็กพิเศษ

ศูนย์วิชาการ เด็กพิเศษ

Special Child Academy

ข้อมูลเพิ่มเติม »

ศูนย์วิชาการ ออทิสติก

ศูนย์วิชาการ ออทิสติก

AUTISM ACADEMY

ข้อมูลเพิ่มเติม »

ศูนย์วิชาการ สมาธิสั้น

ศูนย์วิชาการ สมาธิสั้น

ADHD ACADEMY

ข้อมูลเพิ่มเติม »