
ศูนย์วิชาการ แฮปปี้โฮม
รวบรวมและเผยแพร่ ข้อมูลความรู้ทางวิชาการ ที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาเด็กและวัยรุ่น
รวมถึงการรับจัดฝึกอบรม สัมมนา กิจกรรมวิชาการ นิทรรศการเผยแพร่ความรู้
เพื่อเป็นการเรียนรู้ร่วมกันระหว่าง ผู้ปกครอง นักวิชาการ และประชาชนทั่วไปที่สนใจ
การทดสอบ PISA ในประเทศไทย
PISA Thailand
นพ.ทวีศักดิ์ สิริรัตน์เรขา จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น
บทนำ
PISA (Programme for International Student Assessment) เป็นการประเมินสมรรถนะทางการศึกษาของนักเรียนระดับนานาชาติ ริเริ่มโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งในเครื่องมือวัดคุณภาพ ระบบการศึกษาที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดทิศทางนโยบายสาธารณะของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก
การทดสอบ PISA ในประเทศไทย ได้เข้ามามีบทบาทในฐานะ "ดัชนีชี้วัดคุณภาพระดับมหภาค" ของระบบการศึกษาไทยมากว่า 2 ทศวรรษ ข้อมูลที่ได้จากการทดสอบไม่ได้เป็นเพียงคะแนนเปรียบเทียบบนเวทีโลก แต่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ ที่สะท้อนถึงขีดความสามารถในการแข่งขันของทุนมนุษย์ ตลอดจนความท้าทายเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึกในสังคมไทย
บทความนี้ ครอบคลุมการทดสอบ PISA ในประเทศไทย ตั้งแต่ ประวัติความเป็นมา กระบวนการคัดเลือก วิวัฒนาการ วิเคราะห์ผลการทดสอบ จนถึง ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
ประวัติความเป็นมา
ประเทศไทยเข้าร่วมการทดสอบ PISA ตั้งแต่รอบการประเมินแรกในปี ค.ศ. 2000 (PISA 2000) และเข้าร่วมต่อเนื่องในทุกรอบการประเมิน (จัดขึ้นทุก 3 ปี ยกเว้นรอบ PISA 2022 ที่เลื่อนเนื่องจากการระบาดของโรคโควิด-19) โดยรัฐบาลมอบหมายให้ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ทำหน้าที่เป็นศูนย์ดำเนินงาน PISA แห่งชาติ ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ
จุดมุ่งหมายหลักของการเข้าร่วมทดสอบ PISA ตั้งแต่เริ่มต้น คือการประเมินศักยภาพของเยาวชนไทยในวัย 15 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยสิ้นสุดการศึกษาภาคบังคับ ว่ามีความพร้อมด้าน "ความฉลาดรู้" (Literacy) ใน 3 โดเมนหลัก ได้แก่ การอ่าน (Reading) คณิตศาสตร์ (Mathematics) และวิทยาศาสตร์ (Science) มากน้อยเพียงใด ในการใช้ชีวิต และประกอบอาชีพในศตวรรษที่ 21
ข้อมูลจากการทดสอบ PISA จึงถูกใช้เป็นฐานในการติดตามความก้าวหน้าตามแผนการศึกษาแห่งชาติ และเป็นข้อมูลป้อนกลับ (Feedback) สู่การปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน
กระบวนการคัดเลือก
ความน่าเชื่อถือของผลการทดสอบ PISA ขึ้นอยู่กับระเบียบวิธีวิจัยทางสถิติที่รัดกุม OECD กำหนดให้ทุกประเทศต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการสุ่มตัวอย่างเดียวกัน เพื่อให้ได้กลุ่มตัวแทนประชากรที่แท้จริง
ในส่วนของประเทศไทย กำหนดกรอบประชากรเป้าหมาย (Target Population) เป็นนักเรียนที่มีอายุระหว่าง 15 ปี 3 เดือน ถึง 16 ปี 2 เดือน ณ วันทดสอบต้องกำลังศึกษาอยู่ในสถานศึกษาตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 ขึ้นไป ทั้งในสายสามัญและสายอาชีพ
กระบวนการคัดเลือกโรงเรียนและนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง ดำเนินการผ่านการสุ่มตัวอย่าง (Sampling Process) แบบแบ่งชั้นภูมิสองขั้นตอน (Two-Stage Stratified Sampling) ดังนี้
ขั้นที่ 1 การสุ่มโรงเรียน (School Sampling)
จัดแบ่งชั้นภูมิโรงเรียน (Stratification) ตามตัวแปรหลัก ได้แก่ สังกัดทางการศึกษา 7 กลุ่ม (สพฐ., สช., กทม., อปท., สอศ.,
โรงเรียนสาธิตฯ และโรงเรียนวิทยาศาสตร์/จุฬาภรณราชวิทยาลัย) ร่วมกับตัวแปรขนาดโรงเรียน และที่ตั้งทางภูมิศาสตร์
สสวท. ส่งฐานข้อมูลโรงเรียนทั้งหมดให้แก่ศูนย์ประสานงานต่างประเทศของ OECD จากนั้นโปรแกรมของ OECD จะเป็นผู้สุ่มเลือกโรงเรียนตัวอย่างโดยตรง
(ประมาณ 200–280 โรงเรียนต่อรอบ) เพื่อป้องกันอคติจากการคัดเลือกภายในประเทศ
ขั้นที่ 2 การสุ่มนักเรียน (Student Sampling)
โรงเรียนที่ได้รับคัดเลือกจะส่งรายชื่อนักเรียนที่มีอายุตามเกณฑ์ทั้งหมด สสวท. ใช้โปรแกรมสุ่มตัวอย่างที่ OECD กำหนด สุ่มเลือกนักเรียนโรงเรียนละ
ไม่เกิน 42 คน ทำให้นักเรียนทุกคนในเกณฑ์อายุมีโอกาสถูกสุ่มอย่างเป็นกลางตามหลักความน่าจะเป็น
กระบวนการนี้ทำให้กลุ่มตัวอย่างประมาณ 8,000–10,000 คนของไทย ครอบคลุมตั้งแต่นักเรียนโรงเรียนมัธยมขนาดใหญ่พิเศษในเมืองหลวง
โรงเรียนขยายโอกาสในชนบทห่างไกล ไปจนถึงวิทยาลัยเทคนิคและอาชีวศึกษา ซึ่งเป็นภาพแทนของโครงสร้างการศึกษาไทยทั้งระบบอย่างแท้จริง
วิวัฒนาการ
วิวัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงของคะแนนตั้งแต่ครั้งแรก ในปี ค.ศ.2000 จนถึงปัจจุบัน ตลอดระยะเวลากว่า 2 ทศวรรษ พบว่า แนวโน้มคะแนน PISA ของประเทศไทยสามารถแบ่งออกเป็น 4 ช่วงสำคัญ
| รอบประเมิน | การอ่าน | คณิต ศาสตร์ | วิทยา ศาสตร์ | รูปแบบ | จุดเน้นหลัก |
|---|---|---|---|---|---|
| PISA 2000 | 431 | 432 | 436 | กระดาษ | การอ่าน |
| PISA 2003 | 420 | 417 | 429 | กระดาษ | คณิตศาสตร์ |
| PISA 2006 | 417 | 417 | 421 | กระดาษ | วิทยาศาสตร์ |
| PISA 2009 | 421 | 419 | 425 | กระดาษ | การอ่าน |
| PISA 2012 | 441 | 427 | 444 | กระดาษ | คณิตศาสตร์ (คะแนนสูงสุด) |
| PISA 2015 | 409 | 415 | 421 | คอมพิวเตอร์ | วิทยาศาสตร์ (เปลี่ยนสู่ระบบดิจิทัล) |
| PISA 2018 | 393 | 419 | 426 | คอมพิวเตอร์ | การอ่าน (วิกฤตการอ่านต่ำกว่า 400) |
| PISA 2022 | 379 | 394 | 409 | คอมพิวเตอร์ | คณิตศาสตร์ (ผลกระทบโควิด/คะแนนต่ำสุด) |
| PISA 2025 | 392 | 407 | 432 | คอมพิวเตอร์ | วิทยาศาสตร์ (ฟื้นตัวสู่ระดับทรงตัว) |
วิวัฒนาการสำคัญในแต่ละช่วงเวลา
ช่วงที่ 1: ความคงที่ในระดับปานกลาง (PISA 2000–2009):
คะแนนเกาะกลุ่มอยู่ในช่วง 415–435 คะแนน ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD (500 คะแนน) เล็กน้อย แต่ยังสะท้อนการรักษามาตรฐานเบื้องต้นได้
ช่วงที่ 2: จุดสูงสุดของการประเมิน (PISA 2012):
เป็นรอบที่ไทยทำคะแนนได้สูงสุดในทุกวิชา (การอ่าน 441, คณิต 427, วิทย์ 444) จากการตื่นตัวเรื่องการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษก่อนหน้า
ช่วงที่ 3: จุดสะดุดจากการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล (PISA 2015):
เมื่อ OECD เปลี่ยนข้อสอบเป็นแบบทำบนคอมพิวเตอร์ (Computer-Based Assessment: CBA) คะแนนของไทยลดลงอย่างมาก
โดยเฉพาะการอ่านที่ลดลงถึง 32 คะแนน สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงอุปกรณ์ไอที และความไม่คุ้นเคยกับการอ่านข้อสอบขนาดยาวบนหน้าจอ
ช่วงที่ 4: ภาวะถดถอยและผลกระทบของโควิด-19 สู่การฟื้นตัว (PISA 2018–2025):
• PISA 2022 สะท้อนภาวะสูญเสียการเรียนรู้ (Learning Loss) อย่างรุนแรงจากการปิดโรงเรียนช่วงโรคระบาด
ส่งผลให้คะแนนทุกวิชาร่วงลงแตะจุดต่ำสุดในรอบ 20 ปี โดยเฉพาะการอ่านลดลงเหลือ 379 คะแนน
• รอบ PISA 2025 เริ่มปรากฏสัญญาณการฟื้นตัว (Rebound) อันเป็นผลจากการที่กระทรวงศึกษาธิการและ สสวท.
เร่งจัดทำระบบทดสอบจำลอง (PISA Corner / ข้อสอบออนไลน์) ฝึกทักษะการสืบเสาะทางวิทยาศาสตร์และการใช้คอมพิวเตอร์อย่างเป็นระบบ
ส่งผลให้คะแนนวิทยาศาสตร์ดีดตัวกลับขึ้นมาที่ 432 คะแนน
วิเคราะห์ผลการทดสอบ
ภาพสะท้อนจุดแข็ง จุดอ่อน และปัญหาเชิงโครงสร้าง การวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ของ PISA ในเชิงลึก ช่วยให้เห็นภาพมากกว่าตัวเลขเฉลี่ยภาพรวม
1. ระบบการศึกษาสองโลก (Two-Tier Education System)
จุดอ่อนที่ร้ายแรงที่สุดของไทยไม่ใช่การขาดแคลนคนเก่ง แต่คือ ความเหลื่อมล้ำสุดขั้วระหว่างกลุ่มโรงเรียนกลุ่มโรงเรียนชั้นนำ กับกลุ่มโรงเรียนส่วนใหญ่ของประเทศ
กลุ่มโรงเรียนกลุ่มโรงเรียนชั้นนำ ได้แก่ โรงเรียนวิทยาศาสตร์ (เช่น โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์, กลุ่มโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย) และโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัย
มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในช่วง 520–580 คะแนน ซึ่งอยู่ในระดับหัวแถวของโลก เทียบเท่าค่าเฉลี่ยของสิงคโปร์ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น
กลุ่มโรงเรียนส่วนใหญ่ของประเทศ ได้แก่ โรงเรียนสังกัด สพฐ. ทั่วไป โรงเรียนขยายโอกาสในชนบท และโรงเรียนสังกัด อปท.
มีคะแนนเฉลี่ยเพียง 360–390 คะแนน ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์สมรรถนะพื้นฐาน
ปัญหาเชิงโครงสร้างที่พบคือ ระบบการศึกษาไทยมีความสามารถในการสร้างนักเรียนหัวกะทิได้ทัดเทียมสากล หากได้รับการจัดสรรงบประมาณ ครู
และเครื่องมือที่พร้อม แต่ระบบกลับล้มเหลวในการยกมาตรฐานโรงเรียนทั่วไปที่เป็นตัวแทนของเด็กส่วนใหญ่ในประเทศ
2. วิกฤตความฉลาดรู้ด้านการอ่าน (Reading Literacy Crisis)
คะแนนด้านการอ่านของไทยอยู่ในระดับวิกฤติต่อเนื่อง (ต่ำกว่า 400 คะแนน) ข้อสอบ PISA ไม่ได้วัดว่าเด็กสะกดคำออกหรือไม่ แต่วัด
การประเมินความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูล (Evaluating and Reflecting) การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking)
และการบูรณาการข้อมูลจากหลายแหล่ง (Multiple Source Integration)
เด็กไทยส่วนใหญ่คุ้นเคยกับการอ่านข้อความสั้นบนสื่อสังคมออนไลน์และการอ่านแบบผิวเผิน (Skimming) แต่ขาดทักษะการอ่านเชิงลึก (Deep Reading)
เพื่อสืบค้นตรรกะเบื้องหลัง
3. นักเรียนกลุ่มด้อยสมรรถนะ (Below Baseline Proficiency)
ในการประเมิน PISA กำหนดให้ ระดับ 2 (Level 2) เป็นระดับสมรรถนะพื้นฐานที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตและทำงาน แต่สถิติชี้ว่า เด็กไทยมากกว่า 50–60%
มีทักษะต่ำกว่าระดับ 2 ทั้งในวิชาคณิตศาสตร์และการอ่าน ซึ่งหมายความว่าประชากรวัยแรงงานในอนาคตมากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ
อาจขาดทักษะการคิดวิเคราะห์เชิงตัวเลขและการประเมินข้อมูลอย่างมีเหตุผล
4. ศักยภาพที่ซ่อนอยู่: ปรากฏการณ์ "นักเรียนช้างเผือก" (Resilient Students)
จุดแข็งที่น่าสนใจคือ ไทยมีสัดส่วนของนักเรียนกลุ่มช้างเผือก (Resilient Students) ประมาณ 15–17% (ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD ที่ 12%)
หมายถึงนักเรียนที่มาจากครอบครัวที่มีสถานะทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม (Economic, Social, and Cultural Status: ESCS)
อยู่ในกลุ่มเสียเปรียบที่สุด 25% ล่างสุดของประเทศ แต่กลับสามารถทำคะแนนสอบได้อยู่ในกลุ่ม 25% บนสุดของประเทศ
ข้อมูลนี้พิสูจน์ว่าเด็กไทยมีต้นทุนความพากเพียรและความสามารถสูง หากได้รับโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียม
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและการปฏิบัติการทางการศึกษาเพื่อให้ผลการประเมิน PISA นำไปสู่การขับเคลื่อนการศึกษาที่จับต้องได้ ไม่ใช่เพียงการซ้อมทำข้อสอบเพื่อยกคะแนน ควรมีแนวทางปฏิรูป 5 ด้านหลัก ดังนี้
1. เปลี่ยนผ่านจากการเรียนแบบท่องจำสู่ฐานสมรรถนะ (Competency-Based Transformation)
ปรับระบบการทดสอบระดับชาติ (เช่น O-NET หรือข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัย) ให้ลดการถามความจำเชิงทฤษฎี และเพิ่มโจทย์สถานการณ์ปัญหาปลายเปิด
(Problem-solving tasks) ที่เน้นการนำหลักการไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง
2. บรรจุ "การอ่านเชิงวิพากษ์และความรู้เท่าทันสื่อ" เป็นวาระแห่งชาติ
บูรณาการทักษะการอ่านเชิงลึกในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ไม่จำกัดเฉพาะวิชาภาษาไทย ครูทุกวิชาต้องฝึกให้นักเรียนอ่านบทความ ตั้งคำถาม
เปรียบเทียบข้อโต้แย้ง และประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลข่าวสาร
3. จัดสรรทรัพยากรแบบมุ่งเป้าตามความจำเป็น (Equity-Based Funding)
ยุติการจัดสรรงบประมาณแบบรายหัวเท่ากันทุกโรงเรียน แต่ต้องเพิ่มงบประมาณสนับสนุนครู สื่อการสอน และอุปกรณ์ดิจิทัลเป็นพิเศษให้แก่โรงเรียนขนาดเล็ก
และโรงเรียนขยายโอกาสในชนบท เพื่อลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
4. พัฒนาวิชาชีพครูด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning Pedagogy)
ปรับรูปแบบการอบรมครูจากการรับฟังบรรยาย เป็นการฝึกออกแบบแผนการสอนแบบสืบเสาะ (Inquiry-based Learning)
และการใช้คำถามเชิงเหตุผลระดับสูงในชั้นเรียน
5. พัฒนาระบบนิเวศดิจิทัลในโรงเรียน (Digital Ecology for Learning)
จัดหาโครงสร้างพื้นฐานด้านอินเทอร์เน็ตและคอมพิวเตอร์ที่เสถียรสำหรับโรงเรียนทั่วประเทศ ให้นักเรียนได้ใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือในการสืบค้น
ทำงาน และทดสอบอย่างสม่ำเสมอจนเกิดความคุ้นเคยเป็นปกติรายการ
บทสรุป
PISA (Programme for International Student Assessment) เป็นการประเมินสมรรถนะทางการศึกษาของนักเรียนระดับนานาชาติ มีจุดมุ่งหมายหลัก คือการประเมินศักยภาพของเยาวชนไทยในวัย 15 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยสิ้นสุดการศึกษาภาคบังคับ ว่ามีความพร้อมด้าน "ความฉลาดรู้" (Literacy) ใน 3 โดเมนหลัก ได้แก่ ด้านการอ่าน ด้านคณิตศาสตร์ และด้านวิทยาศาสตร์ มากน้อยเพียงใด
ประเทศไทยเข้าร่วมโครงการ PISA ตั้งแต่รอบการประเมินแรกในปี ค.ศ. 2000 (PISA 2000) และเข้าร่วมต่อเนื่องในทุกรอบการประเมิน
พบว่า แนวโน้มคะแนน PISA แบ่งออกเป็น 4 ช่วงสำคัญ ดังนี้
• ช่วงที่ 1: ความคงที่ในระดับปานกลาง (PISA 2000–2009)
• ช่วงที่ 2: จุดสูงสุดของการประเมิน (PISA 2012)
• ช่วงที่ 3: จุดสะดุดจากการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล (PISA 2015)
• ช่วงที่ 4: ภาวะถดถอยและผลกระทบของโควิด-19 สู่การฟื้นตัว (PISA 2018–2025)
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย มีแนวทางปฏิรูป 5 ด้านหลัก ดังนี้
1) เปลี่ยนผ่านจากการเรียนแบบท่องจำสู่ฐานสมรรถนะ (Competency-Based Transformation)
2) บรรจุ "การอ่านเชิงวิพากษ์และความรู้เท่าทันสื่อ" เป็นวาระแห่งชาติ
3) จัดสรรทรัพยากรแบบมุ่งเป้าตามความจำเป็น (Equity-Based Funding)
4) พัฒนาวิชาชีพครูด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning Pedagogy)
5) พัฒนาระบบนิเวศดิจิทัลในโรงเรียน (Digital Ecology for Learning)
เอกสารอ้างอิง
ศูนย์ดำเนินงาน PISA แห่งชาติ, สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2564). การสุ่มกลุ่มตัวอย่างของโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (PISA). https://opendata.ipst.ac.th/dataset/
ศูนย์ดำเนินงาน PISA แห่งชาติ, สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2567). ผลการประเมิน PISA 2022: บทสรุปสำหรับผู้บริหาร. https://pisathailand.ipst.ac.th/pisa2022-summary-result/
ศูนย์ดำเนินงาน PISA แห่งชาติ, สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2569). การแถลงข่าวผลการประเมิน PISA 2025. https://pisathailand.ipst.ac.th/news-23/
อนุศร หงษ์ขุนทด. (2568). พลวัตและวิวัฒนาการผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของประเทศไทยผ่านผลการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ (PISA) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 ถึง 2022. https://krukob.com/web/pisa-5/#google_vignette
Hanushek, E. A., & Woessmann, L. (2015). The knowledge capital of nations: Education and the economics of growth. MIT Press.
OECD. (2019). PISA 2018 results (Volume I): What students know and can do. OECD Publishing. https://doi.org/10.1787/5f07c754-en
OECD. (2023). PISA 2022 results (Volume I): The state of learning and equity in education. OECD Publishing. https://doi.org/10.1787/53f23881-en
Schleicher, A. (2019). PISA 2018: Insights and interpretations. https://www.oecd.org/pisa/publications/pisa-2018-insights-and-interpretations.pdf
บทความนี้ ยินดีให้เผยแพร่เพื่อความรู้ได้ โดยกรุณาอ้างอิงแหล่งที่มา
ทวีศักดิ์ สิริรัตน์เรขา. (2569). การทดสอบ PISA ในประเทศไทย. https://www.happyhomeclinic.com/a22-pisa-thailand.html
(บทความต้นฉบับ: ตุลาคม 2569)
นพ.ทวีศักดิ์ สิริรัตน์เรขา
จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น
การศึกษา
· แพทยศาสตร์บัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
· วุฒิบัตรแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม สาขาจิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่น (จุฬาฯ)






