
ศูนย์วิชาการ แฮปปี้โฮม
รวบรวมและเผยแพร่ ข้อมูลความรู้ทางวิชาการ ที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาเด็กและวัยรุ่น
รวมถึงการรับจัดฝึกอบรม สัมมนา กิจกรรมวิชาการ นิทรรศการเผยแพร่ความรู้
เพื่อเป็นการเรียนรู้ร่วมกันระหว่าง ผู้ปกครอง นักวิชาการ และประชาชนทั่วไปที่สนใจ
พัฒนาการทางศีลธรรม
Moral Development
นพ.ทวีศักดิ์ สิริรัตน์เรขา จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น
บทนำ
“พัฒนาการทางศีลธรรม” (Moral Development) มีความสำคัญต่อการอยู่ร่วมกันในสังคม เพราะช่วยให้บุคคลสามารถควบคุมพฤติกรรมของตนเอง เคารพสิทธิของผู้อื่น รับผิดชอบต่อสังคม และตัดสินใจบนพื้นฐานของความยุติธรรมและคุณธรรม
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เข้าใจถึงทฤษฎีพัฒนาการทางศีลธรรม ปัจจัยที่มีอิทธิพล ความสำคัญ และความเชื่อมโยงกับ MQ (Moral Quotient) โดยอาศัยการทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
ความหมายของพัฒนาการทางศีลธรรม
“พัฒนาการทางศีลธรรม” (Moral Development) หมายถึง กระบวนการที่บุคคลเรียนรู้ เข้าใจ และพัฒนาความสามารถในการแยกแยะความถูกต้องและความไม่ถูกต้อง ตลอดจนการตัดสินใจและการปฏิบัติตนตามหลักคุณธรรมและจริยธรรมที่สังคมยอมรับ
พัฒนาการดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยผู้ใหญ่ อันเป็นผลมาจากการเจริญเติบโตทางสติปัญญา อารมณ์ สังคม และประสบการณ์ชีวิต (Kohlberg, 1984)
ทฤษฎีพัฒนาการทางศีลธรรม
Lawrence Kohlberg เป็นนักจิตวิทยาที่ศึกษา “พัฒนาการทางศีลธรรม” โดยต่อยอดจากแนวคิดของ Jean Piaget และเสนอเป็น “ทฤษฎีพัฒนาการทางศีลธรรม ของโคลเบิร์ก” (Kohlberg's Theory of Moral Development) ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ๆ ละ 2 ขั้น รวมเป็น 6 ขั้น ดังนี้
ระดับที่ 1 ก่อนกฎเกณฑ์ทางสังคม (Pre-conventional Level)
เป็นช่วงที่เด็กตัดสินความถูกผิดจากผลที่เกิดขึ้นกับตนเอง
ขั้นที่ 1 การหลีกเลี่ยงการลงโทษ (Obedience and Punishment Orientation)
เด็กเชื่อว่าสิ่งใดที่นำไปสู่การลงโทษเป็นสิ่งที่ผิด และสิ่งใดที่หลีกเลี่ยงการลงโทษได้เป็นสิ่งที่ถูก มีลักษณะการคิด “ทำสิ่งที่ถูกต้องเพราะกลัวถูกลงโทษ”
คำพูดที่มักพบ "ถ้าทำผิดจะโดนลงโทษ" ตัวอย่างเช่น
• ไม่ขโมยของ เพราะกลัวถูกลงโทษ
• ไม่โกงข้อสอบ เพราะกลัวครูลงโทษ
• ไม่ขโมยของในร้าน เพราะกลัวถูกจับได้
ขั้นที่ 2 การตอบสนองความต้องการของตนเอง (Individualism and Exchange)
การตัดสินใจขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ส่วนตนและการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ มีลักษณะการคิด “ทำดีเพราะหวังผลตอบแทน”
คำพูดที่มักพบ "ทำแล้วฉันได้อะไรตอบแทน" ตัวอย่างเช่น
• ช่วยเพื่อน เพราะหวังว่าเพื่อนจะช่วยตอบแทนในอนาคต
• ช่วยเพื่อนทำงาน เพราะอยากให้เพื่อนช่วยตนในภายหลัง
• ทำความดี เพื่อสะสมคะแนนความประพฤติ
ระดับที่ 2 ตามกฎเกณฑ์ทางสังคม (Conventional Level)
บุคคลเริ่มคำนึงถึงความคาดหวังของสังคมและการรักษาระเบียบของส่วนรวม
ขั้นที่ 3 การเป็นคนดีในสายตาผู้อื่น (Good Interpersonal Relationships)
บุคคลปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากผู้อื่น มีลักษณะการคิด “ทำดีเพื่อให้ผู้อื่นยอมรับ” คำพูดที่มักพบ "คนดีต้องทำแบบนี้" ตัวอย่างเช่น
• นักเรียนทำความดี เพราะต้องการให้ครูและผู้ปกครองชื่นชม
• ช่วยเหลือคนชรา เพราะต้องการได้รับคำชม
• ตั้งใจเรียน เพราะไม่อยากทำให้พ่อแม่ผิดหวัง
ขั้นที่ 4 การรักษากฎระเบียบของสังคม (Maintaining Social Order)
การเคารพกฎหมาย กฎระเบียบ และหน้าที่พลเมือง มีลักษณะการคิด “ปฏิบัติตามกฎหมายและหน้าที่” คำพูดที่มักพบ
"ทุกคนต้องเคารพกฎเพื่อให้สังคมอยู่ได้" ตัวอย่างเช่น
• ไม่ฝ่าฝืนกฎหมาย เพราะเชื่อว่ากฎหมายช่วยรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม
• หยุดรถเมื่อไฟแดง แม้ไม่มีตำรวจ
• ชำระภาษี เพราะเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย
ระดับที่ 3 เหนือกฎเกณฑ์ทางสังคม (Post-conventional Level)
เป็นระดับสูงสุดที่บุคคลใช้หลักการทางจริยธรรมสากลในการตัดสินใจ
ขั้นที่ 5 สัญญาประชาคมและสิทธิส่วนบุคคล (Social Contract and Individual Rights)
บุคคลตระหนักว่ากฎหมายสามารถเปลี่ยนแปลงได้หากไม่เป็นธรรมต่อสังคม มีลักษณะการคิด “เคารพสิทธิและประโยชน์ส่วนรวม”
คำพูดที่มักพบ "ทุกคนมีสิทธิและศักดิ์ศรีที่ควรได้รับการเคารพ" ตัวอย่างเช่น
• สนับสนุนการแก้ไขกฎหมายที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน
• สนับสนุนการแก้ไขกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม
• เคารพความคิดเห็นที่แตกต่าง แม้ไม่เห็นด้วย
ขั้นที่ 6 หลักจริยธรรมสากล (Universal Ethical Principles)
การตัดสินใจอยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรม ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และมโนธรรมส่วนบุคคล มีลักษณะการคิด
“ยึดหลักคุณธรรมสากล แม้ต้องเสียประโยชน์ส่วนตน” คำพูดที่มักพบ "สิ่งนี้ถูกต้อง แม้ว่าฉันจะต้องเสียประโยชน์ก็ตาม" ตัวอย่างเช่น
• ยืนหยัดต่อสู้กับความอยุติธรรม แม้จะขัดต่อกฎหมายบางประการ
• เปิดเผยการทุจริตในองค์กร แม้เสี่ยงต่อการสูญเสียตำแหน่งงาน
• ปกป้องผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน แม้ขัดต่ออำนาจรัฐ
ตัวอย่างสถานการณ์เดียวกันในแต่ละขั้น
การเข้าใจพัฒนาการทางศีลธรรมว่าพัฒนาอยู่ในขั้นใด จะชัดเจนขึ้นเมื่อพิจารณาจากสถานการณ์เดียวกันในแต่ละขั้น เช่น
กรณี "พบกระเป๋าเงินตกอยู่บนพื้น" สามารถพิจารณาจากเหตุผล ดังนี้
ขั้นที่ 1 คืนกระเป๋าเงิน เพราะกลัวตำรวจจับ
ขั้นที่ 2 คืนกระเป๋าเงิน เพราะหวังว่าจะได้รางวัล
ขั้นที่ 3 คืนกระเป๋าเงิน เพราะอยากให้คนอื่นมองว่าเป็นคนดี
ขั้นที่ 4 คืนกระเป๋าเงิน เพราะเป็นหน้าที่ของพลเมืองที่ดี
ขั้นที่ 5 คืนกระเป๋าเงิน เพราะตระหนักว่าเจ้าของมีสิทธิในทรัพย์สินของตน
ขั้นที่ 6 คืนกระเป๋าเงิน เพราะเชื่อว่าความซื่อสัตย์เป็นหลักการที่ถูกต้อง
กรณี: "นักเรียนเห็นเพื่อนลอกข้อสอบ"
ขั้นที่ 1 แจ้งครู เพราะกลัวถูกลงโทษหากรู้เห็นเป็นใจ
ขั้นที่ 2 แจ้งครู เพราะอาจได้คะแนนความประพฤติ
ขั้นที่ 3 แจ้งครู เพราะอยากเป็นนักเรียนดีเด่น
ขั้นที่ 4 แจ้งครู เพราะการโกงผิดกฎโรงเรียน
ขั้นที่ 5 แจ้งครู เพราะการโกงไม่เป็นธรรมต่อเพื่อนคนอื่น
ขั้นที่ 6 แจ้งครู เพราะยึดมั่นในความซื่อสัตย์และความยุติธรรม
ความเชื่อมโยงกับ MQ (Moral Quotient)
บุคคลที่มี MQ สูง มักแสดงพฤติกรรมใน ขั้นที่ 5 และ 6 ของ Kohlberg มากกว่า เนื่องจากสามารถตัดสินใจบนพื้นฐานของหลักคุณธรรม ความยุติธรรม และความรับผิดชอบต่อสังคม มากกว่าการคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนตนหรือการหลีกเลี่ยงการลงโทษเพียงอย่างเดียว (Lennick & Kiel, 2005)
ดังนั้น การพัฒนา MQ จึงเป็นการส่งเสริมให้บุคคลก้าวจากการทำความดีเพราะ "กลัว" หรือ "หวังผลตอบแทน" ไปสู่การทำความดีเพราะ "เชื่อมั่นในคุณค่าทางศีลธรรม" อย่างแท้จริง
ปัจจัยที่มีอิทธิพล
พัฒนาการทางศีลธรรมของบุคคลไม่ได้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ แต่เป็นผลจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยภายในและภายนอกที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ การคิด และการตัดสินใจทางจริยธรรม
ปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อพัฒนาการทางศีลธรรม มีดังนี้
1. พัฒนาการทางสติปัญญา (Cognitive Development)
พัฒนาการทางศีลธรรมมีความสัมพันธ์โดยตรงกับพัฒนาการทางสติปัญญา บุคคลที่มีความสามารถในการคิดเชิงนามธรรม วิเคราะห์เหตุผล
และมองหลายมุมมอง จะสามารถเข้าใจประเด็นทางศีลธรรมที่ซับซ้อนได้ดีกว่า สติปัญญาที่สูงขึ้นช่วยให้บุคคลพัฒนาสู่ระดับศีลธรรมที่สูงขึ้น ตัวอย่างเช่น
• เด็กเล็กมักตัดสินถูกผิดจากผลของการลงโทษ
• ผู้ใหญ่สามารถพิจารณาหลักความยุติธรรม สิทธิมนุษยชน และผลกระทบต่อสังคมได้
2. ครอบครัว (Family)
ครอบครัวเป็นสถาบันแรกที่หล่อหลอมพฤติกรรมและค่านิยมทางศีลธรรมของเด็ก ผ่านการอบรมเลี้ยงดู การเป็นแบบอย่าง และการเสริมแรงทางพฤติกรรม
ครอบครัวที่อบอุ่นและใช้เหตุผลในการอบรม มักส่งเสริมพัฒนาการทางศีลธรรมได้ดีกว่าการใช้ความรุนแรงหรือการลงโทษอย่างเดียว ตัวอย่างเช่น
• พ่อแม่สอนให้พูดความจริงและรับผิดชอบต่อการกระทำ
• การแสดงความเมตตาและการช่วยเหลือผู้อื่นภายในครอบครัว
3. โรงเรียนและการศึกษา (School and Education)
โรงเรียนมีบทบาทสำคัญในการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และความรับผิดชอบต่อสังคม ผ่านหลักสูตร กิจกรรม และแบบอย่างของครู
ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังกฎเกณฑ์และพัฒนาการคิดเชิงจริยธรรม ตัวอย่างเช่น
• กิจกรรมจิตอาสา
• การเรียนรู้เรื่องหน้าที่พลเมือง
• การอภิปรายกรณีศึกษาด้านจริยธรรม
4. กลุ่มเพื่อน (Peer Group)
เพื่อนมีอิทธิพลต่อการพัฒนาทางศีลธรรม โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่น ซึ่งเป็นวัยที่ต้องการการยอมรับจากกลุ่ม
กลุ่มเพื่อนที่มีพฤติกรรมเชิงบวกช่วยส่งเสริมคุณธรรม กลุ่มเพื่อนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงอาจนำไปสู่พฤติกรรมผิดศีลธรรม ตัวอย่างเช่น
• การเรียนรู้การแบ่งปันและการเคารพความคิดเห็นผู้อื่น
• การตัดสินใจไม่กลั่นแกล้งเพื่อนแม้ถูกชักชวนจากกลุ่ม
5. ศาสนาและวัฒนธรรม (Religion and Culture)
ศาสนาและวัฒนธรรมเป็นแหล่งกำหนดบรรทัดฐาน ค่านิยม และหลักปฏิบัติทางศีลธรรมของสังคม ช่วยสร้างกรอบคิดในการแยกแยะความดีและความชั่ว
ส่งเสริมการควบคุมตนเองและความรับผิดชอบต่อสังคม ตัวอย่างเช่น
• หลักศีล 5 ในพระพุทธศาสนา
• หลักความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบในวัฒนธรรมไทย
6. สื่อมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์ (Mass Media and Social Media)
สื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญในยุคปัจจุบัน สามารถถ่ายทอดค่านิยมและแบบอย่างทางศีลธรรมได้ทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ ขึ้นอยู่กับลักษณะของเนื้อหา
และการใช้สื่ออย่างมีวิจารณญาณ สื่อที่เหมาะสมช่วยสร้างจิตสำนึกที่ดี สื่อที่ไม่เหมาะสมอาจบิดเบือนค่านิยมทางศีลธรรม ตัวอย่างเช่น
• สื่อที่ส่งเสริมการช่วยเหลือสังคม
• เนื้อหาที่สนับสนุนความรุนแรงหรือการหลอกลวง
7. ประสบการณ์ชีวิต (Life Experiences)
ประสบการณ์ตรงในการเผชิญปัญหาหรือสถานการณ์ทางศีลธรรมช่วยพัฒนาการตัดสินใจเชิงจริยธรรม ช่วยให้เกิดการเรียนรู้จากสถานการณ์จริง
พัฒนาความเห็นอกเห็นใจและความรับผิดชอบ ตัวอย่างเช่น
• การทำงานจิตอาสา
• การเผชิญกับความไม่เป็นธรรมในสังคม
• การรับผิดชอบต่อความผิดพลาดของตนเอง
8. ผู้นำและบุคคลต้นแบบ (Role Models)
บุคคลต้นแบบมีอิทธิพลอย่างมากต่อการเรียนรู้พฤติกรรมทางศีลธรรมผ่านกระบวนการเลียนแบบ (Observational Learning)
แบบอย่างที่ดีช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการปฏิบัติตนอย่างมีคุณธรรม แบบอย่างที่ไม่เหมาะสมอาจนำไปสู่พฤติกรรมเชิงลบ ตัวอย่างเช่น
• พ่อแม่ ครู ผู้นำองค์กร
• บุคคลสาธารณะที่มีคุณธรรม
ความสำคัญ
ความสำคัญของพัฒนาการทางศีลธรรม มีดังนี้
• ช่วยให้บุคคลสามารถตัดสินใจอย่างมีเหตุผลและมีคุณธรรม
• ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม
• ลดปัญหาพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและการกระทำผิด
• สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคคล
• พัฒนาคุณภาพของพลเมืองและสังคมโดยรวม
บทสรุป
“พัฒนาการทางศีลธรรม” (Moral Development) เป็นกระบวนการที่บุคคลเรียนรู้และพัฒนาความสามารถในการตัดสินใจเกี่ยวกับความถูกต้องและความไม่ถูกต้อง
โดยทฤษฎีของ Kohlberg อธิบายว่าพัฒนาการทางศีลธรรมมี 3 ระดับ 6 ขั้น ตั้งแต่การตัดสินใจเพื่อหลีกเลี่ยงการลงโทษไปจนถึงการยึดมั่นในหลักจริยธรรมสากล
การส่งเสริมพัฒนาการทางศีลธรรมจึงเป็นภารกิจสำคัญของครอบครัว สถานศึกษา และสังคม เพื่อสร้างบุคคลที่มีคุณธรรมและสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
เอกสารอ้างอิง
Kohlberg, L. (1984). Essays on moral development: Vol. 2. The psychology of moral development. Harper & Row.
Piaget, J. (1965). The moral judgment of the child. Free Press. (Original work published 1932)
Power, F. C., Higgins, A., & Kohlberg, L. (1989). Lawrence Kohlberg's approach to moral education. Columbia University Press.
Santrock, J. W. (2021). Life-span development. (18th ed.). McGraw-Hill Education.
Shaffer, D. R., & Kipp, K. (2014). Developmental psychology: Childhood and adolescence. (9th ed.). Wadsworth Cengage Learning.
บทความนี้ ยินดีให้เผยแพร่เพื่อความรู้ได้ โดยกรุณาอ้างอิงแหล่งที่มา
ทวีศักดิ์ สิริรัตน์เรขา. (2569). พัฒนาการทางศีลธรรม. จาก https://www.happyhomeclinic.com/a06-moral-development.html
(บทความต้นฉบับ: มิถุนายน 2569)
นพ.ทวีศักดิ์ สิริรัตน์เรขา
จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น
การศึกษา
· แพทยศาสตร์บัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
· วุฒิบัตรแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม สาขาจิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่น (จุฬาฯ)





