
ศูนย์วิชาการ แฮปปี้โฮม
รวบรวมและเผยแพร่ ข้อมูลความรู้ทางวิชาการ ที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาเด็กและวัยรุ่น
รวมถึงการรับจัดฝึกอบรม สัมมนา กิจกรรมวิชาการ นิทรรศการเผยแพร่ความรู้
เพื่อเป็นการเรียนรู้ร่วมกันระหว่าง ผู้ปกครอง นักวิชาการ และประชาชนทั่วไปที่สนใจ
การใช้ยารักษาสมาธิสั้น
ADHD Pharmacotherapy
นพ.ทวีศักดิ์ สิริรัตน์เรขา จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น
บทนำ
สมาธิสั้น (Attention Deficit/ Hyperactivity Disorder - ADHD) เป็นความบกพร่องทางพฤติกรรมที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมอง ในการควบคุมสมาธิและการจัดการพฤติกรรม ผู้ป่วยมักมีอาการไม่สามารถโฟกัสหรือมีสมาธิกับการทำกิจกรรมได้นาน รวมถึงความซุกซนมากกว่าปกติ และมีพฤติกรรมหุนหันพลันแล่น
การรักษาสมาธิสั้นนั้นแบ่งออกเป็นหลายวิธี ซึ่งการใช้ยารักษาเป็นวิธีการหลักที่มีความสำคัญ สามารถช่วยลดอาการและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างมีนัยสำคัญ งานวิจัยต่าง ๆ สนับสนุนถึงประสิทธิผลของยาในกลุ่มต่าง ๆ ที่ใช้ในการรักษาโรคนี้
บทความนี้จะกล่าวถึงประเภทของยาที่ใช้ในการรักษาสมาธิสั้น ผลการวิจัยที่สนับสนุน ผลข้างเคียงและข้อจำกัดของการใช้ยา การพิจารณาลดหรือหยุดยา รวมถึงคำแนะนำในการใช้ยา
ประเภทของยา
ยาที่ใช้ในการรักษาสมาธิสั้น แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ตามกลไกการออกฤทธิ์ของยา ดังนี้
1. ยากระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง (Stimulants)
เป็นกลุ่มยารักษาสมาธิสั้นที่ได้รับการยอมรับ และใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก ยาที่นิยมใช้ในกลุ่มนี้ ได้แก่ Methylphenidate (เช่น Ritalin)
และ Amphetamine derivatives (เช่น Vyvanse) ซึ่งจะกล่าวถึงรายละเอียดในหัวข้อถัดไป
กลไกการทำงานของยากลุ่มนี้คือการเพิ่มระดับสารสื่อประสาทในสมอง ได้แก่ นอร์เอพิเนฟริน (norepinephrine) และโดปามีน (dopamine) ซึ่งมีบทบาทในการควบคุมความสนใจและการทำงานของสมองส่วนหน้าที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมพฤติกรรม
งานวิจัยทางคลินิกพบว่า ยากลุ่มนี้มีประสิทธิภาพสูงในการลดอาการของสมาธิสั้น ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ โดย Faraone และคณะ (2002) ได้ทำการศึกษาพบว่ายากระตุ้นสามารถลดอาการได้ถึง ร้อยละ 70 ในผู้ป่วยเด็ก และร้อยละ 50 ในผู้ใหญ่ นอกจากนี้ ยังพบว่ายากลุ่มนี้สามารถช่วยเพิ่มสมาธิ การควบคุมตนเอง และลดพฤติกรรมหุนหันพลันแล่นได้อย่างชัดเจน
2. ยาที่ไม่ใช่ยากระตุ้น (Non-stimulants)
ยากลุ่มที่ไม่ใช่ยากระตุ้นเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการรักษาสมาธิสั้น โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อยากระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง
หรือมีผลข้างเคียงจากการใช้ยา ยามีกลไกการทำงานที่แตกต่างออกไปจากยากลุ่มกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ยาที่นิยมใช้ในกลุ่มนี้
ได้แก่ Atomoxetine (Strattera) และ Guanfacine (Intuniv)
ยา Atomoxetine ทำงานโดยการเพิ่มระดับนอร์เอพิเนฟรินในสมอง งานวิจัยของ Michelson และคณะ (2001) พบว่ายานี้มีประสิทธิภาพในการลดอาการของสมาธิสั้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอาการร่วม เช่น ความวิตกกังวล หรือปัญหาการนอนหลับ นอกจากนี้ ยากลุ่มนี้ยังมีข้อดีที่ไม่ส่งผลกระทบต่อการนอนหลับ และความอยากอาหารเท่ากับยากระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ยา Strattera เป็นยาที่เคยนำมาใช้ในประเทศไทย แต่ปัจจุบันยกเลิกการจำหน่ายไปแล้ว ส่วนยา Guanfacine ยา Intuniv เป็นยาที่อยู่ในกระบวนการเพื่อการนำมาใช้ในประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม การใช้ยาเพียงอย่างเดียวอาจไม่ได้ช่วยลดอาการของสมาธิสั้นในระยะยาวเท่าที่ควร งานวิจัยหลายชิ้น เช่น The MTA Cooperative Group (1999) พบว่า การทำพฤติกรรมบำบัด (behavior therapy) ควบคู่กับการใช้ยารักษาสมาธิสั้นสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาได้ดียิ่งขึ้น พฤติกรรมบำบัดช่วยเสริมให้ผู้ป่วยสามารถเรียนรู้วิธีการจัดการกับอาการของตนเองได้ดีขึ้น ในขณะที่ยาช่วยลดความรุนแรงของอาการได้
ยาเมทิลเฟนิเดต (Methylphenidate)
ยา “เมทิลเฟนิเดต” (Methylphenidate) เป็นยาที่ใช้รักษาโรคสมาธิสั้นได้ประสิทธิผลดี จัดเป็นยากลุ่มกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง หรือวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ซึ่งมีบทบาทในการเพิ่มระดับของสารสื่อประสาทในสมอง ส่งผลให้ผู้ที่เป็นโรคสมาธิสั้นสามารถมีสมาธิที่ดีขึ้น และควบคุมพฤติกรรมได้มากขึ้น
ยา Methylphenidate มีหลายรูปแบบ ซึ่งสามารถแบ่งตามระยะเวลาการออกฤทธิ์ได้เป็น 3 ประเภทหลัก ดังนี้
1. ยา Methylphenidate แบบออกฤทธิ์สั้น (Immediate Release - IR)
ยาในกลุ่มนี้มีระยะเวลาการออกฤทธิ์ประมาณ 3-4 ชั่วโมง โดยยามักออกฤทธิ์ภายใน 30-60 นาที ผู้ป่วยที่ใช้ยานี้ต้องรับประทาน 2-3 ครั้งต่อวัน
เพื่อให้ได้ผลการรักษาตลอดทั้งวัน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมอาการในระยะเวลาสั้น ๆ เช่น ระหว่างการเรียนหรือการทำงาน
ยาในกลุ่มนี้ที่นำมาใช้ในประเทศไทย คือ Ritalin, Rubifen และ Methylphenidate GPO ซึ่งทั้งหมดมีขนาดความแรงเดียว คือ 10 มิลลิกรัม
2. ยา Methylphenidate แบบออกฤทธิ์ยาว (Extended Release - ER)
ยาในกลุ่มนี้มีระยะเวลาการออกฤทธิ์ประมาณ 8-12 ชั่วโมง โดยได้รับการออกแบบให้ปล่อยตัวยาอย่างช้า ๆ
ทำให้ผู้ป่วยสามารถรับประทานยาเพียงครั้งเดียวในตอนเช้าและมีผลการรักษาตลอดทั้งวัน เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ต้องการควบคุมอาการตลอดทั้งวัน เช่น
ในกรณีที่มีกิจกรรมทั้งในช่วงเช้าและบ่าย
ยาแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มย่อย ตามวิธีการกระจายยา คือ Methylphenidate-SODAS (spheroidal oral drug absorption) และ Methylphenidate-OROS (osmotic-release oral system)
ยาในกลุ่ม Methylphenidate-SODAS มีระยะเวลาการออกฤทธิ์ประมาณ 8 ชั่วโมง ที่นำมาใช้ในประเทศไทย คือ Ritalin LA ซึ่งมีขนาดความแรงเดียว คือ 20 มิลลิกรัม
ยาในกลุ่ม Methylphenidate-OROS มีระยะเวลาการออกฤทธิ์ประมาณ 12 ชั่วโมง ที่นำมาใช้ในประเทศไทย คือ Concerta ซึ่งมีหลายขนาดความแรง คือ 18, 27, 36, 54 มิลลิกรัม และยา Methylphenidate-Sandoz ซึ่งมี 3 ขนาดความแรง คือ 18, 36, 54 มิลลิกรัม
3. ยา Methylphenidate แบบออกฤทธิ์ระยะกลาง (Intermediate Release)
ยาในกลุ่มนี้มีระยะเวลาการออกฤทธิ์ประมาณ 6-8 ชั่วโมง เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ต้องการการควบคุมอาการมากกว่าครึ่งวัน
แต่ไม่สะดวกในการรับประทานยาเพิ่มเติมช่วงกลางวัน เช่น ผู้ป่วยที่มีกิจกรรมหนักในช่วงเช้าหรือบ่าย ยาในกลุ่มนี้ เช่น Ritalin SR แต่ไม่ได้นำมาใช้ในประเทศไทย
ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างประเภทของ ยา Methylphenidate คือ ระยะเวลาการออกฤทธิ์ และความถี่ในการรับประทานยา ยาแบบออกฤทธิ์สั้นจะให้ผลเร็วแต่ต้องรับประทานบ่อยครั้ง ส่วนยาแบบออกฤทธิ์ยาวจะให้ผลยาวนานและสะดวกกว่าเนื่องจากสามารถรับประทานเพียงครั้งเดียวต่อวัน
นอกจากนี้ การตอบสนองต่อยาของผู้ป่วยแต่ละคนอาจแตกต่างกัน บางคนอาจตอบสนองดีต่อยาแบบออกฤทธิ์สั้น แต่บางคนอาจต้องใช้ยาแบบออกฤทธิ์ยาว เพื่อควบคุมอาการตลอดทั้งวัน ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้ทำการประเมินเพื่อเลือกยาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย
ยาอนุพันธ์ของแอมเฟตามีน (Amphetamine derivatives)
ยากลุ่มนี้ให้ผลรักษาสูงมากเช่นเดียวกัน และในหลายประเทศถือเป็น First-line เช่นเดียวกับยา “เมทิลเฟนิเดต” (Methylphenidate) ยาอนุพันธ์ของแอมเฟตามีน (Amphetamine derivatives) มีหลายรูปแบบ ได้แก่
1. Lisdexamfetamine
ที่นำมาใช้ในประเทศไทย คือ “Vyvanse” เป็น Prodrug ของ Dextroamphetamine มีระยะเวลาการออกฤทธิ์ยาว ประมาณ 12–14 ชั่วโมง
และมีโอกาสถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ (abuse) ต่ำกว่ากลุ่ม amphetamine ชนิดออกฤทธิ์ทันที
2. Dextroamphetamine
ตัวอย่างเช่น “Dexedrine” มีระยะเวลาการออกฤทธิ์ประมาณ 4–6 ชั่วโมง ยังไม่มีใช้ในประเทศไทย
3. Mixed amphetamine salts
ตัวอย่างเช่น “Adderall” ประกอบด้วย Dextroamphetamine และ Levoamphetamine มีระยะเวลาการออกฤทธิ์ของชนิด IR ประมาณ 4–6 ชั่วโมง
และ XR ประมาณ 10–12 ชั่วโมง ยังไม่มีใช้ในประเทศไทย
ผลข้างเคียงและข้อจำกัดของการใช้ยา
แม้ว่ายารักษาสมาธิสั้นจะมีประสิทธิผลดี แต่ก็มีผลข้างเคียงที่ควรระมัดระวังเช่นเดียวกัน ยากลุ่มกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางมีผลข้างเคียงที่พบบ่อย ได้แก่ เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ และใจสั่น ในขณะที่ยากลุ่มที่ไม่ใช่ยากระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ผลข้างเคียงที่พบบ่อย ได้แก่ ความง่วงนอน ปากแห้ง และความดันโลหิตสูง
ผลข้างเคียงของยาชนิดเดียวกัน ก็อาจมีความแตกต่างกันในแต่ละบุคคล และขึ้นอยู่กับปริมาณยาที่ใช้ เช่น เมื่อใช้ยาขนาดสูงขึ้นอาจทำให้เบื่ออาหารมากขึ้น ในขณะที่บางคนไม่มีอาการเบื่ออาหารเลย
นอกจากนี้ การตอบสนองต่อยาก็มีความแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ทำให้แต่ละรายมีการใช้ขนิดยาที่แตกต่างกัน ขนาดยาและวิธีการใช้ยาก็แตกต่างกันด้วย แพทย์จึงต้องประเมินและปรับเปลี่ยนยาเพื่อหาการรักษาที่เหมาะสมที่สุด มีประสิทธิภาพสูงสุด
การพิจารณาลดหรือหยุดยา
แพทย์จะติดตามผลการรักษาอย่างสม่ำเสมอเพื่อประเมินผลการตอบสนองต่อยา และจะเริ่มพิจารณาลดหรือหยุดยา ในกรณีดังต่อไปนี้
1. เมื่อพบว่าไม่มีอาการใด ๆ มานานกว่าหนึ่งปี ขณะใช้ยา
2. มีอาการดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่ขนาดยาที่ใช้ยังคงเท่าเดิม แม้ว่าน้ำหนักตัวจะขึ้นมามากก็ตาม
3. ยังคงมีพฤติกรรมที่เหมาะสม แม้ว่าจะพลาดยาไปหนึ่งหรือสองมื้อ
4. พัฒนาความสามารถในการคงสมาธิได้ด้วยวิธีการอื่น ๆ เพิ่มเติม
คำแนะนำในการใช้ยา
1. ใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์ ห้ามปรับเปลี่ยนปริมาณยาเอง เนื่องจากการใช้ยาเกินขนาดอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง ในขณะที่การใช้ยาขนาดน้อยเกินไปก็ไม่เห็นผลในการรักษา
2. ควรรับประทานยาตอนเช้า เพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงที่ทำให้นอนไม่หลับ ไม่ควรรับประทานยาในช่วงที่เหลือระยะเวลาการออกฤทธิ์ยาวกว่าเวลาที่จะเข้านอนปกติ
3. ติดตามผลการรักษา โดยพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอเพื่อประเมินผลการตอบสนองต่อยา ปรับขนาดยา และตรวจสอบผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น
4. หลีกเลี่ยงการหยุดยาเอง การหยุดยาอย่างฉับพลันอาจทำให้เกิดอาการถอนยา เช่น หงุดหงิดหรืออ่อนเพลีย ดังนั้นการปรับหยุดยาควรทำภายใต้การดูแลของแพทย์
5. ไม่ควรหยุดยาในช่วงวันหยุดหรือปิดเทอม (Drug Holidays) ยังไม่มีข้อมูลสนับสนุนหรือแนะนำให้ใช้ยาในลักษณะเช่นนี้ ควรเลือกใช้เฉพาะเป็นรายกรณีตามความจำเป็น โดยพิจารณาจากประโยชน์และความเสี่ยง
บทสรุป
การรักษาสมาธิสั้นด้วยยามีบทบาทสำคัญในการรักษาอาการของโรคโดยตรง โดยเฉพาะการใช้ยากระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งมีผลการศึกษาสนับสนุนประสิทธิภาพของยาอย่างชัดเจน โดยมียาหลายรูปแบบที่สามารถเลือกใช้ตามความต้องการของผู้ป่วยแต่ละคน
อย่างไรก็ตาม การรักษาด้วยยาต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากมีผลข้างเคียงที่ต้องระมัดระวัง และความแตกต่างของการตอบสนองต่อยาของผู้ป่วยแต่ละคน หากผู้ป่วยสามารถใช้ยาได้อย่างถูกต้อง และได้รับการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพ และมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น
การทำพฤติกรรมบำบัด (behavior therapy) ร่วมกับการรักษาด้วยยา เป็นทางเลือกที่ช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและส่งผลดีในระยะยาว
เอกสารอ้างอิง
ทวีศักดิ์ สิริรัตน์เรขา. (2565). คู่มือการดูแลสุขภาพจิตเด็ก กลุ่มปัญหาการเรียน. (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ: ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
Faraone, s. v., Biederman, j., Spencer, t., & Mick, e. (2002). efficacy of stimulants in adult ADHD: a meta-analysis of controlled trials. J Clin Psychiatry, 63(12), 1094-102.
Greenhill, L. L., et al. (2002). Practice parameter for the use of stimulant medications in the treatment of children, adolescents, and adults. J Am Acad Child Adolesc Psychiatry, 41(2), 26S-49S.
Michelson, D., Faries, D., Wernicke, J., et al. (2001). Atomoxetine in the treatment of children and adolescents with ADHD: a randomized, placebo-controlled, dose-response study. Pediatrics, 108(5), e83.
Swanson, J. M., et al. (2001). Clinical relevance of the primary findings of the MTA: success rates based on severity of ADHD and ODD symptoms at the end of treatment. J Am Acad Child Adolesc Psychiatry, 40(2), 168-79.
The MTA cooperative group. (1999). A 14-month randomized clinical trial of treatment strategies for attention-deficit/hyperactivity disorder. Arch Gen Psychiatry, 56(12), 1073-86.
บทความทั้งหมดยินดีให้นำไป เผยแพร่เพื่อความรู้ได้ โดยกรุณาอ้างอิงแหล่งที่มา
ทวีศักดิ์ สิริรัตน์เรขา. (2569). การใช้ยารักษาสมาธิสั้น. จาก https://www.happyhomeclinic.com/adhd03-pharmacotherapy.html
(บทความต้นฉบับ: ตุลาคม 2567)
นพ.ทวีศักดิ์ สิริรัตน์เรขา
จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น
การศึกษา
· แพทยศาสตร์บัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
· วุฒิบัตรแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม สาขาจิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่น (จุฬาฯ)